วันอังคารที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยว กับ SEM

Structural Equations Modeling (SEM)
 แบบจำลองสมการเชิงโครงสร้าง

SEM  คือ อะไร

โดยทั่วไป SEM  อาจมีการเรียกว่า

CSA – Covariance Structure Analysis

Causal Models

Simultaneous Equations

Path Analysis

Confirmatory Factor Analysis

Latent Variable Modeling

                      
อย่างไรก็ตาม SEM  คือ เทคนิคการวิเคราะห์สมการเชิงสมกการเชิงเส้น โดยอาศัยเทคนิค Factor analysis, path analysis and regression  analysis  มารวมกันเป็น SEM.SEM  จะมีการใช้ในเรื่อง องค์ประกอบเชิงยืนมยัน หรือ confirmatory มากกว่า การหาองค์ประกอบเชิงสำรวจ  ทั้งนี้มีนักวิจัยจำนวนไม่น้อยที่ใช้ SEM มากำหนด ความแน่นอนของตัวแปร เนื่องจาก SEM ถูกค้นพบว่าเป็นแบบจำลองเชิงโครงสร้างทีสมบูรณ์มากกว่าอย่างอื่น ไม่ว่าจะเป็น การกำหนดให้ค่า error มีค่าต่ำที่สุด และไม่มีความเอนเอียง โดยเริ่มมีการใช้ในปี 1960 และมีการพัฒนาเรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบัน


ประเภทของ SEM

SEM แบ่งเป็น 2 ชนิด ได้แก่

1. CB-SEM

1.      Confirm measurement model (CMM)= CMM determines the reliability (consistency) and validity (confirmatory factor analysis) of the model’s constructs and evaluates the fit between observed and estimated covariance matrices.
2.      Evaluate structural model (SEM)= SEM determines whether hypothesized relationships exist between the constructs of Ivs, Mvs on Dvs (Regression analysis) and enables to accept or reject the theory

มีลักษณะการใช้ที่สำคัญคือ 
- Strong theoretical support is a must which will be established through empirical evidence

- Highly suitable for reflective relationships
Highly suitable when the measurements are subjective (Likert Scale)
- Measurement error is minimized considerably

- Suitable even when there is more than one dependent variable

- Model assumptions are to be verified (Goodness of fit)

- Second and higher order constructs may be dealt with

- Suitable when there are seven-eight constructs and 50-60 question items

- Minimum four (4) question items is required for each variable

- Sample size above 200 is sufficient

- Direct and Indirect effect (Bootstrapping) can be measured effectively

- Regression Parameter estimates are sharpened with accuracy

- Not possible to divide constructs through SEM (factor structure)

- Moderating variable should be categorical (Nominal)


Software ที่ใช้ ได้แก่  Lisrel  AMOS Mplus เป็นต้น

2. VB-SEM หรือ PLS-SEM
 
Confirm measurement model (i.e. minimize measurement error by deleting question items based on the main loading, cross loading,  Discriminant validity (DV), Composite reliability (CR) and Average Variance Explained (AVE). Evaluate structural equations model (Regression analysis) to study the hypothesized relationships between IVs, on MVs, IVs + MVs on DVs ….and draw statistical inference

 มีลักษณะการใช้ที่สำคัญคือ 
- Highly suitable for formative and reflective relationships

- Highly suitable for both CFA and EFA

- Highly suitable when the measurements are subjective (Likert Scale)

- Model assumptions are to be verified (Goodness of fit)

- Second order and higher order constructs may be dealt with

- Suitable even when there are more than eight constructs

- Suitable even when there is only one (1) question for a variable

- Sample size depends on the number of constructs (Minimum 10 respondents for each construct)

- Direct and Indirect effect (Bootstrapping) can be measured effectively (resampling)

- Identify how well the omitted data are estimated (Blindfolding) to obtain predictive relevance

- Regression Parameters are estimated with accuracy

- Moderating variable should be categorical (Nominal)

 Software ที่ใช้ ได้แก่  PLS-Graph    Smart-PLS   WarpPLS เป็นต้น



ทิศทางของ SEM

         ทิศทางของตัวแปรจะมีอยู่ 2  ทิศทางคือ   Formative และ Reflective ดังภาพ ทั้งนี้ ตัวแปร Formative จะค่อนข้างไม่มีความสัมพันธ์กันระหว่างตัวแปร ขณะที่ ตัวแปร Reflective นั้นแต่ละตัวแปรจะมีความสัมพันธ์กันสูง

ลักษณะของ formative/ reflective
     


อย่างไรก็ตาม ทั้งรูปแบบผสมระหว่าง formative and reflective นั้นจะไม่สามารถวิเคราะห์ในกรณี ของ CB-Base ในกลุ่ม Software AMOS ได้ ซึ่งโดยทั่วไปกลุ่ม AMOS จะใช้ในกรณี  Reflective เท่านั้น ในขณะที่ PLS-SEM จะสามารถใช้วิเคราะห์ร่วมกันทั้ง formative and reflective

ทั้งนี้ หากการมีความสัมพันธ์ในแบบแบบหนึ่งเพียงแบบเดียวระหว่างตัวแปรแฝง (latent variables)จะเรียกว่า Recursive model แต่ถ้าตัวแปรแฝงมีความสัมพันธ์ทั้งสองทิศทางเรียกว่า  Non-recursive model เช่น A ไป B และ B ไป A โดยมีลักษณะ reflective ทั้งคู่ หากเป็นเช่นนี้ ในกรณีที่  Non-recursive model การวิเคราะห์ในกลุ่ม CB-Based จะดีกว่า แต่ ก็สามารถกระทำได้ในกรณี PLS-SEM แต่ต้องใช้การวิเคราะห์ด้วย Two-Stage Lease Squares (มนตรี พิระยะกุล, 2555)



ข้อจำกัดของ CB-SEM


- SEM is a confirmatory approach

-You need to have established theory about the relationships

-Cannot be used to explore possible relationships when you have more than a handful of variables

- Biggest limitation is sample size

- It needs to be large to get stable estimates of the covariances /correlations

- 200 subjects for small to medium sized model

- A minimum of 10 subjects per estimated parameter

- Also affected by effect size and required power

วันจันทร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2556

Software สำหรับงานวิจัย

การเลือกใช้โปรแกรมสำเร็จรูปในการวิจัยทางเศรษฐศาสตร์และสังคมศาสตร์

การจะเลือกใช้โปรแกรมสำเร็จรูปนั้นจะต้องทราบว่า การศึกษาของเรานั้นต้องการทราบอะไร และสิ่งที่เราอยากรู้นั้นกรอบแนวคิดเป็นอย่างไร และเราควรจะวิเคราะห์ด้วยวิะีการไหน ทั้งนี้แต่ละวิธีการจะมีโปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อใช้ในการวิเคราะห์ แต่ทั้งนี้แต่ละโปรแกรมหรือ software มีความแตกต่างกัน ดังนั้นก่อนใช้ ผู้ศึกษาควรรู้คุณสมบัติของสถิติ และ software ที่เหมาะสมสำหรับการใช้




ในที่นี้ขอนำเสนอสถิติ คร่าว ๆ ที่น่าสนใจ และใช้การวิจัยเชิงปริมาณทางเศรษฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ดังนี้

1. Microsoft Excel  เป็นโปรแกรมพื้นฐานที่ใช้ในการวิเคราะห์ หรือ การนำไปวิเคราะห์ด้วย software หรือ โปรแกรมต่าง ๆ ทั้งนี้หลังจากที่กรอกข้อมูลแล้ว ควร Save file นามสกุล .csv เพื่อง่ายการนำไปใช้งานต่อด้วยโปรแกรมอื่น ๆ  

2. SPSS เป็นโปรแกรมสำหรับเร็บรูปทางสังคมศาสตร์ที่นักวิจัยพื้นฐานจะต้องทราบ จะใช้ในการวิเคราะหืข้อมูลสถิติทั่วไป ซึ่งใช้แทบทุุกสถาบันการศึกษา
SPSS


3.  กลุ่มเศรษฐมิติและสถิติขั้นสูงแบ่งออกเป็น 

3.1 STATA เหมาะสำหรับงานวิจัยที่เน้นข้อมูลประเภท panel หรือ งานวิจัยทางเศรษฐมิติ การหา logit probit การวิเคราะห์ conditional logit
 STATA

3.2. Eviews หรือ Econometrics Views เหมาะสำหรับข้อมูลประเภทอนุกรมเวลา และพาเนล เด่นในเรื่องการหา cointegration และเศรษฐมิติพื้นฐาน  สามารถทดสอบ unit root ด้วยวิธี Zivot and Andrews (1992)
  Eviews

3.3. Gretl เหมาะสำหรับข้อมูลทุกประเภท เป็น free software เด่น 2SLS duration analysis  เหมาะสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลทางเศรษฐมิติ
Gretl

3.4. limdep and  Nlogit  เหมาะสำหรับข้อมูลเศรษฐมิติทั่วไป แต่เด่นในเรื่องประสิทธิภาพ และการใช้ choice modeling 
Limdepand Nlogit

3.5. Frontier  เด่นในเรื่องการหาประสิทธิภาพ และการคำนวณหาความไม่มีประสิทธิภาพ
Frontier

3.6  Microfit เด่นในเรื่อง ARDL model spectrum เน้นข้อมูล Time series
Microfit5 

3.7 RATS เด่นในเรื่อง time series และ panel สามารถทดสอบ  unit root two break ด้วยวิธี LP
RATS

3.8 Jmulti เด่นในเรื่อง การหา Causality ในข้อมูล time series และสามารถทดสอบ  unit root  one break 

Jmulti


4. Software ในกลุ่ม Structure Equation Modeling  (SEM) ในกลุ่มนี้จะแบ่งออกตามวัตถุประสงค์ของผู้ใช้

4.1 CB-Based หรือ CB-SEM เน้น การต้องการทดสอบและการยืนยันทฤษฎีว่า จริง หรือไม่ นั่นคือ ต้องมีกรอบแนวคิดแล้ว นอกจากนี้เหมาะสำหรับ non-recursive model อย่างไรก็ตามในการวิเคราะห์ข้อมูลต้องมีขนาดใหญ่ มีการกระจายแบบปกติ  software ที่ใช้ในการวิเคราะห์ได้แก่

AMOS 

Lisrel 

Mplus 

4.2 V-Based หรือ PLS-SEM เน้นการพัฒนาโมเดล หรือ อธิบายความเป็นเหตุเป็นผล สามารถใช้ได้กับข้อมูลร่วมทั้ง reflective  หรือ normative ข้อมูลไม่ต้องมีการกระจายแบบปกติ  software ที่ใช้ในการวิเคราะห์ได้แก่

 PLS-Graph

Smart-PLS 

WarpPLS

5. กลุ่ม การวิเคราะห์เชิงปริมาณ
     คือ การหาคำตอบในลักษณะ optimization เช่น ต่ำสุด สูงสุด ที่ดีที่สุด หรือ นิยมเรียกว่า linear programming  ครอบคลุมการวิเคราะห์เชิงปริมาณอย่างอื่นทางธุรกิจเป็นหลัก soft ware ที่นิยมใช้ได้แก่ 

เน้น linear programming และเส้นทาง
Lindo and Lingo 

Lips

เน้น การวิเคราะห์เชิงปริมาณและการ simulation
QMS
 

หลักการวิจัยทางเศรษฐศาสตร์และสังคมศาสตร์เบื้องต้น

การใช้โปรแกรมสำเร็จรูปในการวิจัยทางเศรษฐศาสตร์และสังคมศาสตร์

ประเภทของการวิจัย

1. การวิจัยเชิงคุณภาพ
2. การวิจัยเชิงปริมาณ

การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) 
เป็นการวิจัยที่นักวิจัยจะต้องลงไปศึกษาสังเกตุกลุ่มบุคคลที่ต้องการศึกษาโดยละเอียดทุกด้านในลักษณะเจาะลึก โดยใช้วิธีการสังเกตแบบมีส่วนร่วม การสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการเป็นหลักในการเก็บรวบรวมข้อมูลการวิเคราะห์ ข้อมูลจะใช้การวิเคราะห์เชิงเหตุผลจะได้มาการสรุปผลและสังเคราะห์ผล มิได้มุ่งเก็บเป็นตัวเลขมาทำการวิเคราะห์ 

การรวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research)  
เป็นการวิจัยที่มุ่งหาข้อเท็จจริงและข้อสรุปเชิงปริมาณ  โดยเน้นการใช้ข้อมูลที่เป็นตัวเลขเป็นหลักฐานยืนยันความถูกต้องของข้อค้นพบ และการสรุปผลต่าง ๆ โดยใช้เครื่องมือที่มีความเป็นปรนัยในการเก็บรวบรวมข้อมูลเช่น แบบสอบถามแบบทดสอบ การสังเกต การสัมภาษณ์ การทดลอง เป็นต้น ทั้งนี้ลักษณะข้อมูลการวิจัยเชิงปริมาณจะแบ่งออกเป็น

1. ข้อมูลปฐมภูมิ (primary data) 
ข้อมูลประเภทนี้ได้มาจากการสำรวจภาคสนาม หรือ ต้องทำการจัดการเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆ ด้วยตัวเอง ซึ่ง นิยมใช้คำว่า survey data, raw data เป็นต้น 

2. ข้อมูลทุตืยภูมิ (secondary data)
ข้อมูลประเภทนี้จะเป็นการได้จากการที่มีผู้เก็บรวบรวมไว้แล้ว นั่นคือสามารถนำมาวิเคราะห์ผล ประมวลผลได้เลย ข้อมูลประเภทนี้บางทีนิยมเรียกว่า ข้อมูลมือสอง

อย่างไรก็ตามข้อมูลทั้งสองประเภท จะต้องนำมาทำการจัดประเภทของหมวดหมู่ เรียกว่า ลักษณะของข้อมูล ทั้งนี้แบ่งเป็น 4 ชนิด อย่างไรก็ตาม ในที่นี้ขอแบ่งแบบหยาบ ๆ ออกเป็น 3 ชนิด ดังนี้

1. Cross section data หรือ ข้อมูลภาคตัดขวาง หมายถึง ข้อมูลที่ทำการจัดเก็บ ณ ช่วงเวลา ขณะใด ขณะหนึ่ง  เช่น นาย ก สำรวจความพึงพอใจต่อผู้นำ ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ณ ช่วงเวลานั้น เป็นต้น
2. Time series data หรือ ข้อมูล อนุกรมเวลา หมายถึง ข้อมูลที่จัดเก็บตามเวลาต่อเนื่อง เช่น จำนวนนักท่องเที่ยวรายได้ จำนวนผู้เข้าพักแต่ละวัน ดัชนีหุ้นประจำวัน เป็นต้น
3. Pane; data หรือ ข้อมูลแบบพาเนล หมายถึง ข้อมูลที่เป็นทั้งข้อมูลภาคตัดขวางและอนุกรมเวลาร่วมกัน นั่นคือ 1+2  เท่ากับข้อมูลประเภทที่สาม  

รูปแบบของตัวแปร (Types of Variables) หรือ ประเภทของการวัดข้อมูล
  โดยสรุปเมื่อทราบลักษณะข้อมูลแล้วลำดับต่อไปต้องทราบรูปแบบของตัวแปร ตัวแปรหมายถึงสิ่งที่เราจัดเก็บ ต้องทราบว่ามีลักษณะใดก่อน ทั้งนี้หากไม่ทราบ การวิเคราะห์ข้อมูล และการเลือกใช้สถิติในการวิเคราะห์จะไม่เหมาะสม  ตัวแปร แบ่งออกเป็น 4 ชนิดคือ
1. Nominal Scale คือ ตัวแปรนามบัญญัติ คือ ตัวแปรเชิงคุณภาพ ไม่สามารถนำมาบวกลบคูณหารได้ ทำได้เพียงจำแนกความถี่ ร้อยละ เช่น เพศ ศาสนา 
2. Ordinal Scale คือ ข้อมูลที่ได้จากการเรียงลำดับความแตกต่างข้อมูล เช่น ความชอบ  ความประทับใจ บอกได้แค่ว่า อะไรมากกว่าอะไร
3. Interval Scale คือ ข้อมูลแบบอัตรภาคชั้น เป็นข้อมูลเชิงปริมาณแต่มีลักษณะตัวเลขแบบสมมติ เช่น 0 คะแนน กับ 1, 2 คะแนน แบ่งช่วงห่างคะแนนเท่ากัน ในงานวิจัยทางสังคมศาสตร์นิยม ทำให้ตัวแปรแบบเรียงลำดับ จัดเข้ามาอยู่ในตัวแปรประเภทนี้ โดยการสมมติ ความแตกต่างข้อมูลให้เท่ากัน เพื่อสะดวกในการวิเคราะห์
4. Ratio Scale คือ ข้อมูลแบบสัดส่วน หมายถึงข้อมูลที่เป็นตัวเลข ตัวเลขไม่ใช่การสมมติ เช่น มีเงิน 0 บาท หมายถึงไม่มีเงิน  ตัวแปรแบบนี้สามารถนำมาวิเคราะห์ข้อมูลได้ทุกประเภท

ทั้งนี้ในโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS จะผนวกตัวแปรแบบที่ 3 กับ 4 เรียกว่า Scale

ขั้นตอนในการทำวิจัย
 

1.  การกำหนดปัญหาการวิจัย (Problem definition) 
    คือการบอกกถึงง ที่มาและความสำคัญของปัญหาการวิจัย วัตถุประสงค์ของการวิจัย สมมติฐานของการวิจัย และประโยชน์ที่คาดจะได้รับ

2.  การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง (Review related literature)  
     เป็นการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง  ว่ามีใครทำวิจัยในประเด็นเกี่ยวกับปัญหานั้น ๆ ไว้บ้าง   ผลการวิจัยที่ผ่านมาได้ข้อค้นพบอะไรบ้าง มีการวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยอย่างไร  ตัวแปรที่ใช้ในการมีอะไรบ้าง  กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาเป็นอย่างไร มีการใช้เครื่องมือและใช้เทคนิคในการได้มาซึ่งผลสรุปในการทำวิจัยอย่างไร เป็นต้น ทั้งนี้จากสังเคราะห์การทบทวนงานวิจัย จะนำมาซึ่งการกำหนดกรอบแนวคิดในการวิจัย (conceptual framework) ว่าการวิจัยมีประเด็นและสาระสำคัญอะไรบ้าง และขอบเขตการวิจัยเป็นอย่างไร

 3. วิธีดำเนินการวิจัย (Methodology) 
     เป็นการธิบายถึงตัวแปรที่ศึกษามีอะไรบ้างและนิยามอย่างไร แบบแผนการวิจัย (research design) เป็นอย่างไร การกำหนดประชากรและการเลือกกลุ่มตัวอย่าง การสร้างเครื่องมือการวิจัยและการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ การเก็บรวบรวมข้อมูล และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 

 4.  การรายงานผลการวิจัย (Result)
      เป็นการแสดงผลลัพธ์จากการวิจัย แสดงผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลและแปลผลให้อยู่ในรูปแบบของรายงานการวิจัย โดยนำเสนอในรูป ของตาราง แผนภาพ เป็นต้น

5.  การสรุปและอภิปรายผล (Conclusion and Discussion)  
         เป็นการสรุปการดำเนินงานทั้งหมดตั้งแต่การกำหนดปัญหาการวิจัย วัตถุประสงค์การวิจัย วิธีดำเนินการวิจัยอย่างย่อ ผลการวิจัย การอภิปรายผลการศึกษาที่เกิดขึ้น ตลอดจนข้อเสนอแนะในการประเด็นปัญหาวิจัยที่ควรได้รับการวิจัยต่อไป  

สำหรับผู้สนใจรายละเอียดทั้งหมดในการวิจัยทางเศรษฐศาสตร์และที่เกี่ยวข้องสามารถดาวน์โหลดจากเอกสารประกอบการสอนวิชา 962 401 ระเบียบวิธีวิจัยทางเศรษฐศาสตร์  ของ อ.ศักรินทร์ นนทพจน์ หรือจะติดตามที่ละบทจาก Blog นี้ก็ได้







                 

วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2556

การวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ภูมิภาคและการท่องเที่ยว

Blog นี้จะนำเสนอความรู้เกี่ยวกับความรู้และวิทยาการการวิจัย ทางด้านการเศรษฐศาสตร์ภูมิภาคและการท่องเที่ยว ซึ่งเศรษฐกิจภาคบริการนับว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งในสังคมยุคปัจจุบัน ตลอดจนความรู้เรื่องภูมิภาค จะนำมาซึ่งความเข้าใจในการวิจัยทางเศรษฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ ตลอดจนสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง จึงหวังว่า Blog นี้จะเป้นประโยชน์สำหรับทุกคนที่ได้เข้ามาอ่าน

อ.ศักรินทร์ (กิ๊ก๋อย)

Blog  วิชาต่าง ๆ ของ อ.ศักรินทร์ นนทพจน์

962 301 Stattistics for Economics

Special Topics in Tourism Economics